เจาะลึกอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทย: คู่มือฉบับสมบูรณ์

Download Guide
Visual representing ecommerce operations, fulfillment, or supply chain technology

ตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยรั้งตำแหน่งตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซียเพียงแห่งเดียว [1] โดยในปี 2025 ประเทศไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 65.4 ล้านคน ซึ่งมี “สมาร์ทโฟน” เป็นประตูหลักสู่โลกการค้าดิจิทัล ทั้งนี้ ยอดขายออนไลน์กว่า 80% ในไทยมาจากกลุ่มผู้ใช้งานผ่านมือถือ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคแบบ Mobile-first ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ราบรื่นบนหน้าจอมือถือเป็นอันดับแรก

แม้ว่าโมเดลธุรกิจแบบ B2C (Business-to-Consumer) จะยังคงครองตลาดส่วนใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน อีคอมเมิร์ซแบบ B2B (Business-to-Business) ก็กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของทุกภาคส่วนธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่กำลังมองหาโอกาสและเปรียบเทียบขนาดตลาดอีคอมเมิร์ซในระดับภูมิภาค เส้นทางการเติบโตที่มั่นคงของไทย—ทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ห่างไกล—ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นและไม่ควรพลาดสำหรับการขยายธุรกิจ

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในประเทศไทย

ระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด โดยเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างแพลตฟอร์มระดับโลกและแอปพลิเคชันโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) ที่ต่างเร่งชิงความเป็นหนึ่งในตลาด ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มล้วนมีจุดเด่นและข้อเสนอที่แตกต่างกันเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม

1. Shopee Thailand

Shopee ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งด้วยอัตราการใช้งานสูงถึง 66% ในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย โดยสามารถรักษาความเป็นจ้าวตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่นผ่านหน้าจอที่ใช้งานง่าย (User-friendly Interface) เครื่องมือสนับสนุนผู้ขายที่ครบครัน และแคมเปญส่งเสริมการขายที่รุกหนักอย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจที่กำลังพิจารณาเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยเน้นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขวาง ความเป็นจ้าวตลาดของ Shopee ถือเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการวางกลยุทธ์อีคอมเมิร์ซในประเทศไทย

  • ภูมิภาค: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • สำนักงานใหญ่: สิงคโปร์ (สำนักงานในไทยตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ)
  • บริการ: แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (Marketplace), การพาณิชย์ผ่านมือถือ (Mobile Commerce), โซเชียลคอมเมิร์ซ, และโซลูชันด้านการชำระเงิน
  • ความเชี่ยวชาญ: ตลาดออนไลน์แบบ Mobile-first ที่โดดเด่นด้วยการใช้ Gamification (การนำเกมมาประยุกต์ใช้) และแคมเปญโปรโมชันที่หลากหลาย

2. Lazada Thailand

Lazada ครองอันดับสองด้วยอัตราการใช้งานจากผู้บริโภคที่ 52% โดยอาศัยความแข็งแกร่งจากทรัพยากรของ Alibaba Group ในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนแม่นยำ และเครื่องมือสนับสนุนผู้ขายที่ล้ำสมัย การที่แพลตฟอร์มถูกผนวกรวมเข้ากับระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ Alibaba ช่วยให้ธุรกิจในไทยสามารถเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (International Supply Chains) และเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซที่ล้ำหน้าที่สุดได้

  • ภูมิภาค: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • สำนักงานใหญ่: สิงคโปร์ (สำนักงานในไทยตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ)
  • บริการ: แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (Marketplace), โซลูชันด้านโลจิสติกส์, การค้าข้ามพรมแดน (Cross-border Trade), และแพลตฟอร์มโฆษณา
  • ความเชี่ยวชาญ: เครื่องมือบริหารจัดการระดับมืออาชีพ และศักยภาพในการขยายธุรกิจสู่ระดับสากล

3. TikTok Shop Thailand

TikTok ก้าวขึ้นมาครองสัดส่วนการใช้งานในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยถึง 47% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) ในประเทศไทย โดย TikTok Shop สามารถเจาะตลาดได้อย่างน่าทึ่งเพียงไม่กี่เดือนหลังเปิดตัว และได้พลิกโฉมจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสู่ช่องทางอีคอมเมิร์ซที่ทรงพลัง ด้วยการผสมผสานความบันเทิงเข้ากับการช้อปปิ้งได้อย่างลงตัวและเป็นเอกลักษณ์

  • ภูมิภาค: ระดับโลก (Global)
  • สำนักงานใหญ่: สิงคโปร์ (ศูนย์กลางการดำเนินงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
  • บริการ: โซเชียลคอมเมิร์ซ, การไลฟ์สดขายสินค้า (Live Shopping), การตลาดแบบช่วยขาย (Affiliate Marketing), การค้าผ่านวิดีโอสั้น
  • ความเชี่ยวชาญ: การช้อปปิ้งเชิงบันเทิง (Shoppertainment) และการขับเคลื่อนยอดขายผ่านกลุ่มครีเอเตอร์

4. LINE Shopping

LINE ยังคงรักษาบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์อีคอมเมิร์ซของไทย โดยอาศัยความได้เปรียบจากการเป็นแพลตฟอร์มส่งข้อความอันดับหนึ่งที่ครอบคลุมการใช้ชีวิตดิจิทัลของคนไทยอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยจำนวนผู้ใช้งานในไทยกว่า 51 ล้านคนต่อเดือน หรือคิดเป็น 85.7% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมด ทำให้ LINE Shopping มีฐานผู้ฟัง (Audience) มหาศาลที่พร้อมรองรับการขยายตัวของธุรกิจทันที

  • ภูมิภาค: ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • สำนักงานใหญ่: โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (สำนักงานในไทยตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ)
  • บริการ: โซเชียลคอมเมิร์ซ, การเชื่อมต่อผ่านระบบแชท, การชำระเงินผ่านมือถือ (Rabbit LINE Pay), และระบบค้นหาสินค้า
  • ความเชี่ยวชาญ: ประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบครบวงจรภายในแอปพลิเคชันแชทที่ยอดนิยมที่สุดในประเทศไทย

การขยายตัวนอกพื้นที่กรุงเทพฯ: การปรับตัวของอีคอมเมิร์ซในระดับภูมิภาค

แม้ว่ากรุงเทพมหานครจะยังคงเป็นศูนย์กลางหลักของภูมิทัศน์อีคอมเมิร์ซในประเทศไทย เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัยและการกระจุกตัวของกิจกรรมค้าปลีก แต่การขยายตัวไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศกลับกลายเป็นโอกาสการเติบโตที่สำคัญ ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อื่นๆ กำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงต้นปี 2025 ประชากรไทย 54.7% อาศัยอยู่ในเขตเมือง ขณะที่อีก 45.3% อาศัยอยู่ในเขตชนบท ซึ่งตัวเลขนี้บ่งชี้ถึงศักยภาพมหาศาลที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง (Untapped Potential) นอกเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

อย่างไรก็ตาม อีคอมเมิร์ซในพื้นที่ห่างไกลยังคงมีความท้าทายเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการขนส่งที่นานกว่าปกติ โครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่จำกัด และระดับความเข้าใจด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ที่ยังไม่สูงนัก แต่ด้วยความคิดริเริ่มของภาครัฐในการเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รวมถึงการขยายตัวของระบบการชำระเงินผ่านมือถือ (Mobile Payment) กำลังช่วยลดอุปสรรคเหล่านี้ลงทีละน้อย พร้อมเปิดโอกาสทางตลาดครั้งสำคัญสำหรับธุรกิจที่พร้อมจะลงทุนเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ยังเข้าไม่ถึงบริการเหล่านี้ (Underserved Populations)

ระบบนิเวศด้านโลจิสติกส์และการจัดส่งสินค้าในประเทศไทย

การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการผสานความเชี่ยวชาญระดับสากลเข้ากับความเข้าใจในบริบทท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ

1. ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post)

ในฐานะผู้ให้บริการไปรษณีย์แห่งชาติ ไปรษณีย์ไทยยังคงรักษาจุดแข็งด้านเครือข่ายที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพื่อรองรับอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ โดยมีการนำเสนอบริการคลังสินค้า (Warehousing), บริการจัดการคำสั่งซื้อ (Fulfillment) และการจัดส่งที่ออกแบบมาเพื่อร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะ รวมถึงตัวเลือกการจัดส่งภายในวันเดียว (Same-day Delivery) ในเมืองใหญ่ และระบบติดตามพัสดุที่ครอบคลุมและแม่นยำ

  • ภูมิภาค: ประเทศไทย (พร้อมศักยภาพการขนส่งระหว่างประเทศ)
  • สำนักงานใหญ่: กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • บริการ: บริการไปรษณีย์, โลจิสติกส์สำหรับอีคอมเมิร์ซ, คลังสินค้า, บริการแพ็คและส่ง (Fulfillment), การจัดส่งภายในวันเดียว
  • ความเชี่ยวชาญ: การเข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนโดยภาครัฐ

2. Flash Express

Flash Express บริษัทสัญชาติจีนที่เริ่มรุกตลาดไทยในปี 2018 สามารถครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างรวดเร็วด้วยบริการจัดส่งที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ปัจจุบัน Flash Express ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ลำดับที่สองของตลาด โดยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านกลยุทธ์ด้านราคาที่แข่งขันได้ (Competitive Pricing) และการใช้โซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

  • ภูมิภาค: ประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • สำนักงานใหญ่: กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • บริการ: บริการจัดส่งพัสดุด่วน, โลจิสติกส์สำหรับอีคอมเมิร์ซ, บริการเก็บเงินปลายทาง (COD), ระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์
  • ความเชี่ยวชาญ: การจัดส่งด่วนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี พร้อมโครงสร้างราคาที่ดึงดูดใจ

3. Kerry Express (KEX)

Kerry Express ดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหญ่ที่นำเสนอบริการขนส่งพัสดุที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงบริการขนส่งระหว่างประเทศในบางพื้นที่ บริษัทให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและการบริการลูกค้าเป็นหลัก โดยรักษาเครือข่ายที่แข็งแกร่งในเขตเมืองสำคัญของไทย และกำลังขยายขอบเขตการให้บริการไปสู่ระดับภูมิภาคและพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

  • ภูมิภาค: ประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • สำนักงานใหญ่: กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • บริการ: บริการจัดส่งพัสดุด่วน, บริการพัสดุภัณฑ์, โซลูชันสำหรับอีคอมเมิร์ซ, คลังสินค้า
  • ความเชี่ยวชาญ: การจัดส่งด่วนที่วางใจได้ พร้อมเครือข่ายที่แข็งแกร่งในเขตเมืองและศูนย์กลางเศรษฐกิจ

4. J&T Express Thailand

J&T Express มีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากปริมาณพัสดุที่มหาศาลจากแพลตฟอร์ม TikTok Shop ด้วยแนวทางการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีประกอบกับเครือข่ายที่ครอบคลุมในวงกว้าง ทำให้บริษัทสามารถให้บริการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ

  • ภูมิภาค: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • สำนักงานใหญ่: จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย (สำนักงานในไทยตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ)
  • บริการ: การจัดส่งสินค้าในขั้นตอนสุดท้าย (Last-Mile Delivery), บริการเก็บเงินปลายทาง (COD), ระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์, บริการจัดส่งพัสดุด่วน
  • ความเชี่ยวชาญ: โลจิสติกส์ที่เน้นเทคโนโลยีเป็นหลัก พร้อมการเชื่อมต่อระบบที่แข็งแกร่งกับแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ

5. SCG Express

ในฐานะส่วนหนึ่งของเครือเอสซีจี (Siam Cement Group) SCG Express ได้นำความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ที่ลึกซึ้งและโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้าที่กว้างขวางของบริษัทแม่มาต่อยอดธุรกิจ โดยให้บริการขนส่งพัสดุแบบครบวงจรที่มุ่งเน้นความน่าเชื่อถือและการเข้าถึงพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

  • ภูมิภาค: ประเทศไทย
  • สำนักงานใหญ่: กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • บริการ: บริการจัดส่งพัสดุด่วน, บริการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ (Freight), คลังสินค้า, การกระจายสินค้า
  • ความเชี่ยวชาญ: โลจิสติกส์ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรยักษ์ใหญ่ พร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร

6. Nim Express

นิ่มเอ็กซ์เพรส เป็นผู้ให้บริการขนส่งเอกชนรายใหญ่ของคนไทยอย่างเต็มตัว ซึ่งมีศักยภาพในการให้บริการที่ทัดเทียมกับไปรษณีย์ไทย ด้วยเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศและประสบการณ์การดำเนินงานมากกว่า 10 ปี บริษัทนี้เหมาะเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจที่ต้องการจัดส่งสินค้าจำนวนมาก โดยมีบริการที่ครบวงจรตั้งแต่การจัดส่งไปจนถึงการจัดเก็บสินค้า

  • ภูมิภาค: ประเทศไทย
  • สำนักงานใหญ่: กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • บริการ: บริการจัดส่งพัสดุด่วน, บริการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain), บริการขนย้าย, โซลูชันด้านการจัดเก็บสินค้า
  • ความเชี่ยวชาญ: โลจิสติกส์แบบครบวงจร พร้อมขีดความสามารถในการจัดเก็บและบริหารสินค้า

วิธีการชำระเงินที่นักช้อปออนไลน์ชาวไทยนิยมใช้

ภูมิทัศน์การชำระเงินในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด โดยวิธีการชำระเงินแบบดิจิทัลได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทเหนือการใช้เงินสดแบบดั้งเดิมในสภาพแวดล้อมของอีคอมเมิร์ซอย่างรวดเร็ว

1. PromptPay (พร้อมเพย์) และการชำระเงินผ่าน QR Code

ประเทศไทยครองอันดับ 3 ของโลกในการใช้งาน QR Code โดยมีประชากรกว่า 61.5% ใช้งานเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งมี PromptPay เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยบริการนี้เปิดตัวในปี 2017 และมียอดผู้ลงทะเบียนใช้งานสูงถึง 79 ล้านบัญชีในปี 2023

PromptPay ช่วยให้การโอนเงินแบบเรียลไทม์เป็นเรื่องง่ายเพียงใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือหรือเลขบัตรประชาชน แทนการใช้เลขบัญชีธนาคารที่ซับซ้อน วิธีนี้ได้ปฏิวัติการรับ-ส่งเงินของผู้บริโภคชาวไทย ทำให้การชำระเงินเข้าถึงได้ง่ายในทุกกลุ่มประชากร

2. การโอนเงินผ่านธนาคาร (Bank Transfers)

การโอนเงินผ่านธนาคารยังคงเป็นหนึ่งในวิธีที่พบบ่อยที่สุดสำหรับการซื้อของออนไลน์ในไทย โดยครองสัดส่วนถึง 40% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการใช้งานผ่านระบบ PromptPay ที่สะดวกและรวดเร็วนั่นเอง

3. กระเป๋าเงินดิจิทัลและอีวอลเล็ต (Digital & E-Wallets)

กระเป๋าเงินดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 แบรนด์อีวอลเล็ตชั้นนำในไทย ได้แก่ TrueMoney, LINE Pay, ShopeePay และ GrabPay ซึ่งแต่ละรายต่างมีจุดเด่นและโปรแกรมสะสมคะแนนที่แตกต่างกัน

TrueMoney ครองส่วนแบ่งตลาดอีวอลเล็ตในไทยถึง 53% ด้วยจำนวนผู้ใช้งานกว่า 17 ล้านราย รองรับการใช้งานทั้งในร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven และ Family Mart รวมถึงจุดชำระเงินกว่า 7 ล้านแห่งทั่วโลก แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอีคอมเมิร์ซ เพราะมอบทั้งความสะดวก รวดเร็ว และมักมีโปรโมชันพิเศษที่กระตุ้นให้เกิดการใช้งาน

4. บัตรเครดิตและบัตรเดบิต

บัตรเครดิต (19%) และบัตรเดบิต (1%) มียอดรวมการใช้งานอยู่ที่ 20% ของการซื้อสินค้าออนไลน์ในไทย ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับการใช้บัตรเนื่องจากคะแนนสะสม ส่วนลด เครดิตเงินคืน และที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเลือกการผ่อนชำระ โดยธนาคารต่างๆ มักเสนอแผนผ่อนชำระ 0% เพื่อดึงดูดใจผู้ใช้งาน

5. ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (Buy Now, Pay Later – BNPL)

บริการ BNPL มีการขยายตัวอย่างมากในระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซของไทย โดยในช่วงปี 2021-2024 ภาคธุรกิจนี้เติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 24.0% และมีมูลค่าตลาดแตะ 3.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 วิธีการนี้ช่วยให้ผู้บริโภครับสินค้าได้ทันทีและผ่อนชำระแบบไม่มีดอกเบี้ย ช่วยให้สินค้าราคาสูงเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อ (Conversion Rate) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

buy-now-pay-later

หมวดหมู่สินค้ายอดนิยมที่ขับเคลื่อนยอดขายอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย

ผู้บริโภคชาวไทยมีรสนิยมและความชื่นชอบเฉพาะตัวในการเลือกซื้อสินค้าแต่ละประเภท โดยมีบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่องทางออนไลน์ จากข้อมูลเชิงลึกของ PCMI พบว่า:

  • สินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย (Fashion and Apparel), กลุ่มสินค้าแฟชั่นยังคงครองส่วนแบ่งตลาดในระดับสูง โดยสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าและรองเท้ามีสัดส่วนรวมกันถึง 60% ของตลาดทั้งหมด ความหลงใหลในแฟชั่นอย่างแรงกล้าของคนไทย ประกอบกับความสะดวกในการช้อปปิ้งออนไลน์และนโยบายการคืนสินค้าที่ง่ายดาย ทำให้สินค้าหมวดนี้ได้รับความนิยมอย่างมหาศาล
  • ผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ส่วนตัว (Beauty and Personal Care), สินค้ากลุ่มนี้มีการเติบโตที่น่าจับตามอง โดยมีสัดส่วนกิจกรรมในตลาดอยู่ที่ 43.2% เนื่องจากวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับความงาม ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากเทรนด์บิวตี้ของเกาหลีและญี่ปุ่น ส่งผลให้มีการสั่งซื้อเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skincare) และของใช้ส่วนตัวผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
  • สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics), กลุ่มนี้สร้างรายได้รวมให้กับตลาดถึง 29.5% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากประชากรไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี (Tech-savvy) และมีความต้องการสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สินค้าหมวดนี้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการที่ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบสเปกและราคาผ่านหน้าจอออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
  • อาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage), อีคอมเมิร์ซในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสัดส่วนการมีส่วนร่วมในตลาดที่ 35% การเติบโตของแพลตฟอร์ม Quick Commerce ที่ให้บริการส่งสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery) ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้หมวดหมู่สินค้าชนิดนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เมือง

ช่วงเวลาและเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ยอดนิยมในประเทศไทย

ปฏิทินอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยเต็มไปด้วยเทศกาลช้อปปิ้งและกิจกรรมส่งเสริมการขายมากมาย ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนปริมาณธุรกรรมและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคอย่างมหาศาลตลอดทั้งปี

1. ช่วงแคมเปญอีคอมเมิร์ซหลัก (Double Day Sales)

ฤดูกาลช้อปปิ้งส่งท้ายปี โดยเฉพาะแคมเปญ 12.12 (วันที่ 12 เดือนธันวาคม) ถือเป็นหนึ่งในอีเวนต์อีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดของไทย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแคมเปญ 12.12 Year-End Big Sales ของ TikTok Shop ที่แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การสนับสนุนแบรนด์จนมียอดสั่งซื้อโดยรวมเติบโตขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับวันปกติ และมียอดขายรวม (GMV) ผ่านการไลฟ์สดเพิ่มขึ้นถึง 3.8 เท่าภายในชั่วโมงแรก

นอกจากนี้ แคมเปญกลางปีอย่าง 6.6, 7.7 และ 8.8 ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มต่างแข่งขันกันดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคด้วยส่วนลดที่รุนแรงและข้อเสนอพิเศษ แคมเปญเหล่านี้มักมาพร้อมกับ Flash Sales, คูปองส่วนลด และโปรโมชันส่งฟรี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็ว

2. เทศกาลดั้งเดิมของไทย (Traditional Festivals)

เทศกาลสงกรานต์ (ปีใหม่ไทยในเดือนเมษายน) และเทศกาลตรุษจีน (มกราคม/กุมภาพันธ์) เป็นช่วงที่กิจกรรมอีคอมเมิร์ซคึกคักอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคเลือกซื้อของขวัญ สินค้าตกแต่งบ้าน และสินค้าสำหรับเทศกาล งานเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมเหล่านี้สร้างความต้องการสินค้าในหลากหลายหมวดหมู่ได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ ช่วงวันหยุดยาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ยังเป็นช่วงที่มีกิจกรรมอีคอมเมิร์ซสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคเลือกซื้อของขวัญ เตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยง และฉวยโอกาสจากแคมเปญลดราคาปลายปีที่มีในทุกแพลตฟอร์มหลัก

3. แคมเปญ Mega Sales เฉพาะของแต่ละแพลตฟอร์ม

แต่ละแพลตฟอร์มจะมีกิจกรรม Mega Sales ของตัวเองตลอดทั้งปี เช่น แคมเปญรายเดือนของ Shopee, แคมเปญฉลองวันเกิด (Anniversary Sale) ของ Lazada และกิจกรรมโปรโมชันตามรอบของ TikTok Shop ซึ่งสร้างแรงกระตุ้นในการช้อปปิ้งอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมเหล่านี้มักมีความร่วมมือพิเศษกับแบรนด์ดัง (Exclusive Brand Partnerships) ข้อเสนอแบบจำกัดเวลา และการผสมผสานองค์ประกอบความบันเทิง เช่น เกมในแอปและการไลฟ์สด (Live Streaming)

ความท้าทายที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยต้องเผชิญ

แม้จะมีการเติบโตที่น่าประทับใจ แต่ภาคส่วนอีคอมเมิร์ซของไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์อย่างรอบคอบเพื่อให้บรรลุความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ecommerce-challenges-in-thailand

1. การแข่งขันที่รุนแรงระหว่างแพลตฟอร์ม

ในปัจจุบัน Shopee, Lazada และ TikTok Shop ครองทราฟฟิกและจำนวนผู้ขายส่วนใหญ่ในตลาด ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงมาก โดยเฉพาะการแข่งขันจากผู้ขายชาวจีนที่สามารถเสนอราคาได้ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แรงกดดันนี้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร (Margin) และบีบให้ธุรกิจต้องใช้กลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่างมากกว่าแค่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียว

2. ความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์และการจัดส่ง

แม้พื้นที่เขตเมืองจะมีโครงสร้างพื้นฐานการจัดส่งที่ยอดเยี่ยม แต่การเข้าถึงพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกลยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากข้อจำกัดด้านเส้นทางและการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ นอกจากนี้ ตลาดขนส่งพัสดุด่วนในไทยกำลังอยู่ในช่วงการควบรวมกิจการ (Consolidation) อย่างรุนแรง เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่ต้องปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันที่ดุเดือด พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

การบริหารจัดการการจัดส่งให้มีประสิทธิภาพและคุ้มทุนทั่วประเทศไทย ธุรกิจจำเป็นต้องร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่มีประสบการณ์ พร้อมทั้งนำระบบติดตามพัสดุที่เข้มแข็งมาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการจัดส่ง

3. แรงกดดันจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

ค่าธรรมเนียมการขายและค่าโฆษณาที่สูงขึ้นบน Marketplace กำลังสร้างแรงกดดันต่อผลกำไรของผู้ขาย โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การที่แพลตฟอร์มหลักปรับเพิ่มค่าธรรมเนียม ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องหันไปใช้ Influencer และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคโดยตรง (Direct Engagement) เพื่อขับเคลื่อนยอดขาย ซึ่งต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการมีหน้าร้านบน Marketplace และช่องทางทางเลือกอื่นๆ

4. ความปลอดภัยในการชำระเงินและการฉ้อโกง

แม้การชำระเงินดิจิทัลจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ความกังวลด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงจากการฉ้อโกงยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ธุรกิจต้องใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมและเลือกทำงานร่วมกับผู้ให้บริการชำระเงินที่น่าเชื่อถือ เพื่อปกป้องทั้งการดำเนินงานของบริษัทและข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า

5. การปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎระเบียบ (Regulatory Compliance)

กฎระเบียบด้านอีคอมเมิร์ซของไทยที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (เช่น PDPA) และภาระผูกพันทางภาษี กำหนดให้ธุรกิจต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายที่หลากหลาย การติดตามกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมาย ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

กลยุทธ์สู่ชัยชนะสำหรับอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย

การจะประสบความสำเร็จในภูมิทัศน์อีคอมเมิร์ซที่มีการแข่งขันสูงของไทย จำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง และความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงานที่ปรับให้เข้ากับคุณลักษณะของท้องถิ่น สำหรับองค์กรที่กำลังศึกษาวิธีการเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย หรือต้องการขยายฐานการดำเนินงานเดิม กลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วเหล่านี้จะเป็นแผนที่นำทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในหนึ่งในตลาดดิจิทัลที่พลวัตที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

1. มุ่งเน้นโซเชียลคอมเมิร์ซและการไลฟ์สด (Live Shopping)

ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านการปรับตัวเข้าสู่โซเชียลคอมเมิร์ซ โดยคาดการณ์ว่าการซื้อขายโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลจะมีสัดส่วนถึง 38% ของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมดในปี 2025 โดยเฉพาะการไลฟ์สดขายสินค้าที่สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น ด้วยอัตราการตัดสินใจซื้อ (Conversion Rate) เฉลี่ยสูงถึง 7.4% ในทุกแพลตฟอร์ม

ธุรกิจควรลงทุนในการสร้างเนื้อหาไลฟ์สตรีมมิ่งที่น่าดึงดูด ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสม และพัฒนาวิดีโอคอนเทนต์ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน (Entertaining Storytelling)

2. ปรับปรุงประสบการณ์แบบ Mobile-First ให้ดีที่สุด

เมื่อยอดขายออนไลน์กว่า 80% ในไทยมาจากมือถือ การปรับปรุงประสิทธิภาพบนมือถือจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นบนมือถือ ตั้งแต่ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ การนำทางที่เข้าใจง่าย ขั้นตอนการชำระเงินที่เหมาะสมกับหน้าจอมือถือ และการเชื่อมต่อกับวิธีการชำระเงินท้องถิ่นยอดนิยม

3. ใช้กลยุทธ์แบบหลายแพลตฟอร์ม (Multi-Platform)

แทนที่จะพึ่งพา Marketplace เพียงแห่งเดียว ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะพัฒนากลยุทธ์หลายแพลตฟอร์มที่ซับซ้อน เพื่อใช้จุดแข็งเฉพาะตัวของแต่ละช่องทางให้เป็นประโยชน์ ในขณะที่ยังคงสื่อสารภาพลักษณ์แบรนด์ให้สอดคล้องกัน วิธีการนี้จะช่วยขยายการเข้าถึงตลาดให้กว้างที่สุดและลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเพียงอย่างเดียว

4. เชื่อมต่อวิธีการชำระเงินท้องถิ่นอย่างครบวงจร

ธุรกิจต้องรองรับวิธีการชำระเงินดิจิทัลที่หลากหลายตามความต้องการของคนไทย โดยเฉพาะ PromptPay, อีวอลเล็ตยอดนิยมอย่าง TrueMoney และ LINE Pay รวมถึงตัวเลือก BNPL สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูง การมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยลดอุปสรรคในการชำระเงินและเพิ่มอัตราการปิดการขาย การบูรณาการระบบในระดับองค์กร (Enterprise Integration) จะช่วยให้ธุรกิจเชื่อมต่อเกตเวย์การชำระเงิน, Marketplace และผู้ให้บริการโลจิสติกส์เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ใช้โซลูชันโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง

ร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เชื่อถือได้และเข้าใจความท้าทายทางภูมิศาสตร์ของไทย เพื่อให้บริการที่สม่ำเสมอทั้งในเขตเมืองและต่างจังหวัด สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการใช้ระบบติดตามพัสดุที่ครอบคลุม เพื่อให้ลูกค้าเห็นสถานะคำสั่งซื้อแบบเรียลไทม์ และช่วยให้ธุรกิจจัดการกับปัญหาการส่งสินค้าได้อย่างเชิงรุก

6. ให้ความสำคัญกับ Influencer และ Affiliate Marketing

81% ของคนไทยตัดสินใจซื้อสินค้าตามคำแนะนำของผู้นำทางความคิด (KOL) หรืออินฟลูเอนเซอร์ ธุรกิจควรสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจและยั่งยืนกับ Micro และ Nano Influencer ที่มีฐานผู้ติดตามที่เหนียวแน่นในกลุ่มเป้าหมายของคุณ ซึ่งมักจะมอบความไว้วางใจและผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่สูงกว่าการใช้ดาราที่มีชื่อเสียงโด่งดังเพียงอย่างเดียว

7. ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และ AI

นำการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงมาใช้เพื่อเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในแต่ละกลุ่มประชากร โดย PwC ประเทศไทย คาดการณ์ว่าการใช้ GenAI ในภาคธุรกิจจะเพิ่มสูงขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรับประกันความสำเร็จในระยะยาว

เส้นทางสายดิจิทัลของไทย: ก้าวต่อไปสู่อนาคต

อนาคตของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยคือภาพสะท้อนของการเติบโตที่เหนือชั้น ซึ่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตมากขึ้น โดยในปี 2026 เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “การช้อปปิ้งออนไลน์” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตอย่างสมบูรณ์

future-of-thai-digital-commerce

1. ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ (AI and Automation)

เทคโนโลยี AI และ Machine Learning จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การช้อปปิ้งของคนไทยอย่างแนบแน่นยิ่งขึ้น โดยจะเป็นขุมกำลังหลักในการทำระบบแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคล (Personalized Recommendations) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ก่อนจะก้าวขึ้นมามีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมหาศาล เนื่องจากผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นในระดับสูงต่อประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ปรับแต่งโดย GenAI

2. การขยายตัวของ Quick Commerce

ความต้องการในการจัดส่งที่รวดเร็วทันใจกำลังพุ่งสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่าตลาด Quick Commerce ในประเทศไทยจะเติบโตเฉลี่ยถึง 20-30% ต่อปี เทรนด์การจัดส่งแบบเร็วพิเศษ (Ultra-fast delivery) โดยเฉพาะสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จะเข้ามาปรับเปลี่ยนความคาดหวังของผู้บริโภคและโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ไปอย่างสิ้นเชิง

3. การเติบโตของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (Cross-Border E-commerce)

ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทวีความสำคัญยิ่งขึ้น เมื่อการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนขยายตัวไปทั่วทั้งภูมิภาค ทั้งธุรกิจไทยที่ต้องการขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและแบรนด์ต่างชาติที่ใช้ไทยเป็นประตูหลักในการเข้าสู่เอเชีย จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ธุรกรรมข้ามพรมแดนเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรูปแบบที่คล้ายกันนี้กำลังเกิดขึ้นในตลาดเพื่อนบ้านอย่างอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในฟิลิปปินส์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์การขยายธุรกิจในระดับภูมิภาคได้อย่างเต็มที่

บทสรุป: วางรากฐานเพื่อการเติบโตในตลาดดิจิทัลของไทย

ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมอบโอกาสอันโดดเด่นสำหรับธุรกิจที่เข้าใจในบริบทท้องถิ่น (Local Nuances) ควบคู่ไปกับการใช้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล สำหรับแบรนด์ต่างชาติ ประเทศไทยเปรียบเสมือนสนามทดสอบที่ยอดเยี่ยมสำหรับการวางกลยุทธ์ขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งช่วยให้ได้ข้อมูลเชิงลึกทางการตลาดที่มีค่า พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นฐานยุทธศาสตร์สำหรับการดำเนินงานในระดับภูมิภาค ส่วนธุรกิจในท้องถิ่นเองก็สามารถได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัยขึ้นเรื่อย ๆ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสการเติบโตข้ามพรมแดน

ความสำเร็จในตลาดนี้จำเป็นต้องเปิดรับทั้งโซเชียลคอมเมิร์ซและการไลฟ์สดขายสินค้า การปรับปรุงประสบการณ์แบบ Mobile-first การเชื่อมต่อระบบชำระเงินที่คนไทยนิยม การสร้างขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง และการนำข้อมูลมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล ธุรกิจที่เข้าใจถึงความสำคัญของการใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อบริหารจัดการการดำเนินงานหลายช่องทาง (Multi-channel) ที่ซับซ้อนให้มีประสิทธิภาพ พร้อมกับเคารพในความรสนิยมและความหลากหลายทางวัฒนธรรมท้องถิ่น จะเป็นผู้ที่มีพื้นที่ยืนอย่างมั่นคงในอนาคตของอีคอมเมิร์ซไทย

รากฐานการจัดการคำสั่งซื้อ (Order Management) ที่แข็งแกร่ง จะช่วยให้ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถประสานงานการดำเนินงานที่มีปริมาณธุรกรรมสูงผ่านหลากหลายช่องทางได้อย่างแม่นยำ มีความเป็นอัตโนมัติ และโปร่งใส ทั้งในด้านสต็อกสินค้า การบริหารจัดการคำสั่งซื้อ และการดูแลลูกค้าในทุกจุดสัมผัส เทคโนโลยีรูปแบบ SaaS อย่าง Anchanto พร้อมสนับสนุนทีมอีคอมเมิร์ซระดับองค์กร ด้วยการเชื่อมโยงช่องทางการค้าปลีก ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ระบบ ERP และการดำเนินงานในระดับภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ยังคงรักษามาตรฐานการกำกับดูแล ความน่าเชื่อถือ และความสม่ำเสมอของการดำเนินงานในทุกตลาด

พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดแล้วหรือยัง?

พบกับระบบจัดการออเดอร์อัจฉริยะที่จะช่วยให้การบริหารจัดการเป็นเรื่องง่าย รองรับการขยายตัวของตลาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. ตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยมีขนาดใหญ่แค่ไหน?

ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยมีมูลค่าประมาณ 9.8 แสนล้านบาท (2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีฐานผู้บริโภคที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในเขตเมืองและชนบท ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านอีคอมเมิร์ซที่น่าดึงดูดที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2. ปัจจัยใดที่ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอีคอมเมิร์ซในไทย?

การเติบโตนี้เกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่ อัตราการใช้งานมือถือที่สูงมาก (โดยยอดขายออนไลน์กว่า 80% มาจากมือถือ), ระบบการชำระเงินดิจิทัลที่แพร่หลายอย่าง PromptPay, การเติบโตอย่างรวดเร็วของโซเชียลคอมเมิร์ซและการไลฟ์สดขายสินค้า, โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่ดีขึ้น และการที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วมอย่างสูงกับแพลตฟอร์มอย่าง TikTok Shop, Shopee และ Lazada

3. แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย?

Shopee ยังคงครองอันดับหนึ่งด้วยอัตราการใช้งาน 66% ในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย ตามมาด้วย Lazada (52%) และ TikTok (46%) การเติบโตอย่างรวดเร็วของ TikTok Shop สะท้อนถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของโซเชียลคอมเมิร์ซในไทย ซึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักใช้กลยุทธ์แบบหลายแพลตฟอร์มเพื่อขยายการเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด

4. โซเชียลคอมเมิร์ซมีบทบาทอย่างไรในประเทศไทย?

โซเชียลคอมเมิร์ซเข้ามาพลิกโฉมภูมิทัศน์การช้อปปิ้งออนไลน์ของไทย โดยไทยยังคงเป็นผู้นำในอาเซียนด้านการเปิดรับโซเชียลคอมเมิร์ซ และคาดการณ์ว่าการซื้อสินค้าโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลจะมีสัดส่วนสูงถึง 38% ของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมดในปี 2025

5. บริษัทขนส่งสินค้า (Last-mile Delivery) รายหลักในไทยมีใครบ้าง?

ไปรษณีย์ไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่ Flash Express ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหญ่อันดับสอง นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการหลักรายอื่นๆ ได้แก่ J&T Express (ซึ่งเติบโตอย่างมากจากปริมาณพัสดุของ TikTok), Kerry Express (KEX), SCG Express และ Nim Express โดยผู้ให้บริการเหล่านี้มีระดับบริการ โครงสร้างราคา และพื้นที่ครอบคลุมที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่รองรับการเก็บเงินปลายทาง (COD) มีระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์ และเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักได้

6. แบรนด์ต่างชาติมีผลการดำเนินงานอย่างไรในตลาดไทย?

แบรนด์ต่างชาติต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากผู้ขายชาวจีน อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่สามารถสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ การรับประกันสินค้าของแท้ การเล่าเรื่องราวของแบรนด์ (Storytelling) และการบริการลูกค้าที่เหนือกว่า จะสามารถสร้างผลงานที่ดีเยี่ยมได้ ความสำเร็จนี้จำเป็นต้องมีการปรากฏตัวในหลายแพลตฟอร์ม การเชื่อมต่อระบบชำระเงินท้องถิ่น การเป็นพันธมิตรกับอินฟลูเอนเซอร์ และการทำความเข้าใจรสนิยมของผู้บริโภคชาวไทยอย่างลึกซึ้ง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

[1] Research.hktdc.com – The ASEAN Retail E-commerce Market Landscape

[2]

[3]

[4]

[5]

[6]

[7]

[8]

[9]

[10]

[11]

[12]

[13]

[14]

[15]

About cookies on this site

We use cookies to collect and analyse information on site performance and usage, to provide social media features and to enhance and customise content and advertisements. Learn more

Necessary cookies

Some cookies are required to provide core functionality. The website won't function properly without these cookies and they are enabled by default and cannot be disabled.

Analytical cookies

Analytical cookies help us improve our website by collecting and reporting information on its usage.

Marketing cookies

Marketing cookies are used to track visitors across websites to allow publishers to display relevant and engaging advertisements.

Anchanto ติดอันดับบริษัทที่มีการเติบโตสูงในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2026 โดย Financial Times และ Statista | อ่านเพิ่มเติม